โชคดี…หรือ..โชคร้าย

ณ หมู่บ้านในชนบทของจีนแห่งหนึ่ง อาแป๊ะคนหนึ่งมีอาชีพฝึกม้าและเลี้ยงม้าขาย วันหนึ่งม้าฝีเท้าดีตัวหนึ่ง ได้หนีหายเข้าป่าไป เพื่อนบ้านต่างพากันมาแสดงความเสียใจ แต่อาแป๊ะ กลับหัวเราะยิ้มแย้มแจ่มใส บอกกับเพื่อนบ้านว่า “ไม่เป็นไรๆมันอาจเป็น โชคดีของอั๊วก็ได้”

อีกไม่กี่วันต่อมามีม้าป่าตัวเมียวิ่งตามม้าตัวที่หายไป มาเข้าคอกม้าของอาแป๊ะ เพื่อนบ้านทราบข่าว ต่างก็มาแสดงความยินดี แต่คราวนี้อาแป๊ะ กลับดูเคร่งเครียด บอกว่า “มันอาจเป็นโชคร้ายของอั้วก็ได้” อาแป๊ะ ได้สอนวิธีฝึกม้าป่าให้เชื่องแก่อาตงผู้เป็นลูกชาย ปรากฏว่าวันหนึ่งม้าป่าตัวเมีย ซึ่งมีนิสัยดุร้ายยังไม่เชื่อง ได้สลัด อาตง ตกจากหลังม้าและกระทืบซ้ำ จนอาตงขาหักเป็นคนพิการ ครั้นเมื่อ เพื่อนบ้านทราบข่าว ก็มาแสดงความเสียใจ แต่ครางนี้อาแป๊ะกลับหัวเราะและบอก เพื่อนบ้านทั้งหลายว่า ” มันอาจจะเป็นโชคดีของอั๊วก็ได้ ”

ครั้นต่อมาไม่นานพวก ญี่ปุ่นยกกำลังทหารบุกจีน เป็นสงครามใหญ่ คนหนุ่มๆในหมู่บ้านต่างๆของจีนถูกเกณฑ์ ไปเป็นทหาร ลูกชายในหมู่บ้านของอาแป๊ะ ก็โดยเกณฑ์เป็นทหารหมด ยกเว้น อาตงลูกชายขาพิการของอาแป๊ะเท่านั้น ต่อมาไม่นาน มีรายงานข่าวเข้ามาในหมู่บ้านว่า ลูกชายของชาวบ้านถูกทหารญี่ปุ่นฆ่าตายหมด ชาวบ้านต่างเสียอกเสียใจ และทุกข์โศก จึงพากันไปบ้านอาแป๊ะ และกล่าวว่า “ท่านช่างมีบุญแท้ ๆ แม้มีลูกขาพิการ แต่เขาก็ไม่ตายเหมือนลูกๆของพวกเรา ตอนนี้พวกเราไม่มีลูกแล้ว” อาแป๊ะ จึงให้ข้อคิด เตือนใจชาวบ้านทั้งหลายว่า

“ยามใด ที่เราประสบกับ โชคดีและสมหวัง ก็จงอย่าหลงตัวลืมตน ดีใจจนเกินเหตุและตั้งอยู่ในความประมาท แต่ยามใดที่เราประสบโชคร้าย พลาดหวัง ไม่ประสบความสำเร็จ ก็จงอย่าได้เสียอกเสียใจตีโพยตีพาย ท้อแท้สิ้นหวังหรือยอมแพ้ แต่จงมีกำลังใจ อดทนเพียรพยายามต่อสู้ต่อไปเพื่อเอาชนะให้ได้ และจะประสบโชคดีเอง”

เขียนเล่าเรื่อง พระสุรินทร์ ก่อนการคิด